facebook rss feed thai language english language

การบำบัดรักษาและวิธีการเลิกดื่มแอลกอฮอล์
การบำบัดรักษาและวิธีการเลิกดื่มแอลกอฮอล์

โดย  แพทย์หญิงรัชณัน   ชินกุลกิจนิวัฒน์
        นางสาวปัณฑิณี  ตัณฑ์ศรีสุวรรณ

       การดื่มอย่างปลอดภัย (sefe-limt drinking) การกำหนดว่าจะดื่มอย่างไรหรือในปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมหรือปลอดภัยทำได้ ยาก เนื่องจากขนาด หรือลักษณะการดื่มที่เหมาะสมสำหรับ    แต่ละบุคคลแตกต่างกัน สำหรับ วัยรุ่น สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง  แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีระดับการปลอดภัยในการดื่มสุรา  นอกจากคำว่าดื่มอย่างปลอดภัยแล้ว ในต่างประเทศยังนิยมใช้คำว่าการดื่มพอประมาณ (moderate drinking)  ซึ่งหมายถึงการดื่มในลักษณะที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งต่อตัวผู้ดื่มเองและต่อสังคมรอบข้าง  แต่มีการศึกษาที่แสดงถึงผลเสียของการดื่มพอประมาณเช่นกัน เช่น เพิ่มความเสี่ยงของการเกิด strokes  การดื่มสุรายังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ ยานพาหนะได้มาก โดยเฉพาะในผู้ขับขี่ วัยรุ่น หรือผู้ที่ไม่ชำนาญ และเนื่องจากแอลกอฮอล์มีปฏิสัมพันธ์กับยาหลายชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยากล่อมประสาท ยากันชัก และยาต้านเศร้า เป็นต้น การดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงเล็กน้อย ย่อมไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่กินยาเหล่านี้อยู่ เนื่องจากเส้นเลือดแตก

       ดังนั้น อาจจะไม่สามารถกำหนดเป็นสูตรตายตัวได้ว่าการดื่มอย่างปลอดภัย  อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศมักมีการกำหนดปริมาณการดื่มพอประมาณ หรือการดื่มที่มีความเสี่ยงน้อย (low-risk drinking) ไว้เป็นค่ากลางสำหรับการดื่มพอประมาณของคนทั่วไปไว้ดังนี้

       -  ผู้ชาย หมายถึง การดื่มไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน

       -  ผู้หญิงไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐานต่อวัน

       -  ผู้สูงอายุเกิน 65 ปี ไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐานต่อวันเช่นกัน

 
ลักษณะของการดื่มแอลกอฮอล์

       ผู้ดื่มแบบเสี่ยงอันตราย (hazardous drinking) เป็น ผู้ที่ดื่มในปริมาณมากกว่าระดับดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งหมายถึงการดื่มมากกว่า 4 มาตรฐาน แต่ไม่เกิน 6 ดื่มมาตรฐานต่อวันในผู้ชาย หรือการดื่มมากกว่า 2 ดื่มมาตรฐาน แต่ไม่เกิน 4 ดื่มมาตรฐานต่อวันในผู้หญิงหรือผู้สูงอายุ นอกจากนี้การดื่มแบบ “binge drinking” หรือการดื่มปริมาณมากเป็นครั้งคราวหรือการดื่มมากติดต่อกันในช่วงสั้นๆ แบบ “เมาหัวราน้ำ” ก็ถือว่าเป็นการดื่มแบบอันตราย (hazardous) เช่นกัน

       ผู้ดื่มแบบอันตราย (harmful drinking) หรือการดื่มแบบผิดๆ (alcohol abuse)หมายถึงผู้ชายที่ดื่มมากกว่า 6 ดื่มมาตรฐานต่อวัน และผู้หญิงที่ดื่มมากกว่า 4 ดื่มมาตรฐานต่อวัน และมีอันตรายจากการดื่มเกิดขึ้นแล้ว  ภาวะนี้กำหนดโดยองค์การอนามัยโลกและสามารถให้คำจำกัดความโดยอาศัยหลักเกณฑ์ ของ ICD-10 หรือ DSM-IV ซึ่งประกอบด้วย

       1. มีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ

       2. ลักษณะของอันตรายสามารถถูกตรวจสอบพบได้

       3. ต้องดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันนานอย่างน้อย 1 เดือนหรือดื่มหลายครั้งในช่วง 12 เดือน ที่ผ่านมา

       4. ต้องไม่เข้ากับหลักเกณฑ์การวินิจฉัยสำหรับภาวะติดสุรา (alcohol dependence)


ผู้ติดสุราและหลักเกณฑ์วินิจฉัยผู้ติดสุรา

       ผู้ดื่มแบบเสี่ยงและแบบอันตรายทั้ง 2 แบบนี้ยังไม่ถูกจัดว่าเป็นผู้ติดสุรา สำหรับหลักเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะติดสุรา (alcohol dependence) จะต้องประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญอย่างน้อย 3 ใน 7 อย่างต่อไปนี้

       1. ต้องเพิ่มปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มมากขึ้นจึงจะได้ฤทธิ์เท่าเดิม (tolerance)

       2. มีอาการทางร่างกายเมื่อไม่ได้ดื่ม (withdrawal symptoms)

       3. ควบคุมการดื่มไม่ได้ (impaired control)

       4.หมกมุ่นกับการดื่มหรือการหาแอลกอฮอล์มาสำหรับดื่ม (preoccupation with acquisition and/or use)

       5. มีความต้องการอยู่เสมอที่จะเลิกดื่มหรือพยายามหลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ

       6. มีความบกพร่องในหน้าที่ทางสังคม อาชีพ การงาน หรือพักผ่อนหย่อนใจ

       7. ยังคงดื่มอยู่ทั้งๆ ที่มีผลเสียเกิดขึ้นแล้ว
          
การค้นหาและการดูแลรักษาเบื้องต้นแก่ผู้ดื่มสุรา

        ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยที่มารักษาในเวชปฏิบัติทั่วไป มักพบว่าดื่มแอลกอฮอล์ในระดับที่จัดได้ว่า “เสี่ยง” หรือ “อันตราย” และมีโอกาสเกิดปัญหาจากแอลกอฮอล์ได้  การค้นหาผู้ที่เสี่ยงหรือมีปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ และให้คำแนะนำช่วยเหลือตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะสามารถป้องกันมิให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น หรือพัฒนาไปจนถึงขั้นภาวะติดสุราได้  การค้นหาผู้มีปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทำได้โดยใช้เครื่องมือ  ที่เรียกว่า ALCOHOL USE DISORDERS IDENTIFICATION TEST (AUDIT)  ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มนักวิจัยนานาชาติขององค์การอนามัยโลก  เพื่อใช้ค้นหาปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ hazardous and harmful drinking ไปจนถึง alcohol dependence

ALCOHOL USE DISORDERS IDENTIFICATION TEST (AUDIT) 

       ประกอบด้วยคำถาม 10 ข้อ เกี่ยวกับปริมาณ ความถี่ของการดื่ม การมี binge drinking อาการของการติดสุรา และปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการดื่มสุรา แต่ละคำถามจะมีคะแนนตั้งแต่ 0-4 ผู้ที่ได้คะแนนตั้งแต่ 8 ขึ้นไป ถือว่าให้ผลบวกจาก AUDIT

       การทดสอบคุณสมบัติของ AUDIT พบว่าที่จุดตัด 8 ขึ้นไป ค่าความไวและความจำเพาะในการวินิจฉัย hazardous drinking เท่ากับร้อยละ 96 และ 98 ส่วนค่าความไวและความจำเพาะในการวินิจฉัย harmful drinking เท่ากับ ร้อยละ 87 และ 81 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีการติดตามผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโดย AUDIT ไป 3 ปี พบว่า hazardous drinking มีแนวโน้มที่เกิดปัญหาทางสังคมจาการดื่มสุรา ความผิดปกติทางจิต และการอยู่โรงพยาบาลมากกว่าผู้ที่เป็น non- hazardous drinking  ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ติดตาม ในการศึกษาแบบมหวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของแบบคัดกรองปัญหา แอลกอฮอล์ในสถานบริการระดับปฐมภูมิ พบว่า AUDITaccuracy) และมีประสิทธิภาพ (effectiveness) ที่สุดในการวินิจฉัยการดื่มสุราแบบเสี่ยงและแบบอันตราย (hazardous and harmful drinking) อย่างไรก็ตาม ความไวของ AUDIT จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประชากรและจุดตัดที่ใช้ ในประเทศไทยก็ได้มีการนำ AUDIT มาใช้เพื่อศึกษาความชุกของผู้มีปัญหาจากแอลกอฮอล์ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล และในการสำรวจความชุกของการดื่มสุราแบบเสี่ยงและแบบอันตรายในชุมชนภาคใต้ ซึ่งพบว่า AUDIT สามารถใช้ได้ง่าย มีความไวและจำเพาะสูง และสามารถใช้ได้กับประชากร ทั้งในโรงพยาบาลและในชุมชน เป็นแบบคัดกรองที่มีความถูกต้อง (
 
การบำบัดรักษาผู้ประสบปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์

รูปแบบการบำบัดสำหรับผู้ประสบปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์

       รูปแบบการบำบัดสำหรับผู้ดื่มแอลกอฮอล์มีหลายรูปแบบ  ตามลักษณะการดื่ม ร่างกายและจิตใจโดยในส่วนของผู้ใช้บริการนั้นอาจแบ่งได้เป็น  4   ระดับ คือ

       1. กลุ่มผู้ดื่มโดยทั่วไป  หมายถึง ผู้ดื่มเป็นครั้งคราว  เวลาเข้าสังคม

       2. กลุ่มผู้ดื่มซึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยง (Hazardous  use) หมายถึงผู้ที่ดื่มมากเกินไปหรือดื่มในลักษณะเสี่ยง  เช่น ดื่มขณะขับรถ

       ในกลุ่มที่ 1 และ 2 การให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดื่มอย่างปลอดภัย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ซึ่งรูปแบบของการบริการให้ข้อมูลหรือการให้คำแนะนำ แบบสั้น สำหรับผู้รับบริการ

       3. กลุ่มผู้ดื่มแบบเกิดปัญหา  (Alcoholic Abuse) ผู้ที่ดื่มแล้วเกิดปัญหาด้านต่างๆ แต่ไม่มีอาการลงแดงเมื่อขาดสุราควรให้ความช่วยเหลือแบบสั้นและการให้คำ ปรึกษา

       4. กลุ่มผู้ดื่มแบบติด (Alcohol  dependence) หมายถึงผู้ที่ดื่มแล้วเกิดปัญหาด้านต่างๆรวมทั้งมีอาการลงแดงเมื่อขาดสุรา  กลุ่มนี้ต้องการการบำบัดทางการแพทย์ เช่นการถอนพิษ การใช้ยาเพื่อการป้องกันและบำบัดอาการลงแดงซึ่งบริการเหล่านี้ อาจจะต้องทำใน แผนกผู้ป่วยในจนสภาพร่างกายและจิตใจ ของผู้รับบริการดีขึ้นและอาจให้การบำบัดในรูปแบบผู้ป่วยนอกได้

 
รูปแบบการบำบัด

       1. การให้คำแนะนำแบบสั้น (Brief  Advice) เป็นการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักในปัญหาที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ โดยใช้เวลา 5-10 นาที เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีแรงจูงใจในการเข้ารับการบำบัดรวมทั้งสถานการณ์ที่ ไม่เอื้ออำนวยต่อการสนทนาเป็นเวลานาน

       2 .การให้ความช่วยเหลือแบบสั้น (Brief Intervention) เป็นการสื่อสารสองทางด้วยการสร้างความตระหนัก การให้ข้อมูล ตลอดจนการวางแผนปฏิบัติเพิ่มลดหรือเลิกการดื่มอย่างเป็นรูปธรรมโดยใช้เวลา 20- 30 นาที

       3. การให้คำปรึกษา    เป็นการสื่อสารสองทางเพื่อช่วยให้ผู้รับบริการเกิดความตระหนักและมีแนวทางใน การแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ของตนเองโดยใช้เวลาในการสนทนาครั้งละประมาณ 45 นาทีเป็นจำนวน 4-8 ครั้ง วิธีการให้บริการแบบที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการดื่มที่ชัดเจนและมีแรง จูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนพอสมควรในผู้ดื่มแบบเกิดปัญหา (Alcoholic Abuse)  อาจมีเป้าหมายอื่นที่การลดหรือการเลิกการดื่มของตนรวมทั้งป้องกันไม่ให้กลาย เป็นผู้ดื่มแบบติด (Alcoholic Dependence) ในอนาคต

       4. การบำบัดสำหรับผู้ดื่มแบบติด (Alcoholic   Dependence)

           4.1 การถอนพิษ (Detoxification) เป็นการบำบัดด้วยยาและการดูแลสุขภาพโดยมีจุดประสงค์เพื่อการป้องกันหรือลด อาการลงแดง และนับเป็นขบวนการที่เกิดขึ้นก่อนที่จะให้การบำบัดระยะยาวต่อไปการถอนพิษอาจ ทำได้ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

           4.2  การลดอาการลงแดง (Alcoholic withdrawal syndrome) เป็นการบำบัดด้วยยาและการสนับสนุนทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ที่ขาดแอลกอฮอล์แล้วมีอาการลงแดงเกิดอาการลงแดงน้อยและไม่เกิด ภาวะแทรกซ้อนขึ้นการรักษาอาการลงแดง ยังรวมถึง การป้องกันและรักษาอาการสับสน  ( Delirium) ภาวะสมองขาดไทอามีน (Thiamine)และอาการนี้อาจเกิดร่วมขึ้นมาได้การรักษาแบบนี้มักทำแบบผู้ป่วยใน บางรายอาการน้อยก็อาจจะรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้

       5. การบำบัดระยะยาวสำหรับผู้ติดแอลกอฮอล์

           5.1 การให้การปรึกษา

           5.2 การบำบัดแบบการปรับพฤติกรรม (cognitive-behavioral treatment)

           5.3 การบำบัดแบบเบ็ดเสร็จ

           5.4 การบำบัดแบบพึ่งพาตนเองและแบบกลุ่ม

           5.5 การบำบัดอื่นๆ   เช่น   การใช้สมุนไพร  การปฏิบัติธรรมเป็น ต้น

 
การบำบัดรักษาผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา

โดยใช้วิธีการ BRIEF INTERVENTION

       BRIEF INTERVENTION หมายถึง การบำบัดรักษา 1-4 ครั้ง นานครั้งละ 5-60 นาที   ทำโดยแพทย์ทั่วไปหรือบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญใน เรื่องการรักษาผู้ติดสุราหรือสารเสพติด มักจะใช้กับผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดสุรา   แต่เป็นผู้ที่ดื่มในระดับความเสี่ยงสูงหรือระดับที่เป็นอันตราย (hazardous and harmful drinking) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดระดับการดื่มลงให้เป็นการดื่มปานกลาง (moderate drinking) มากกว่าการให้เลิกดื่ม ได้มีการวิจัยมายมายที่ศึกษาประสิทธิผลของการทำ brief intervention ในเวชปฏิบัติทั่วไป ในสถานบริการระดับปฐมภูมิ และในห้องฉุกเฉิน รวมทั้งการศึกษาแบบมหวิเคราะห์ (meta-analysis) ซึ่งได้ผลการศึกษาสอดคล้องกันว่า brief intervention มีประสิทธิภาพ และมีความคุ้มทุนสูงในการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มสุรา

 
องค์ประกอบการดำเนินการ BRIEF INTERVENTION

       ต้องมีองค์ประกอบ 6 ข้อซึ่งสามารถเขียนเป็นตัวย่อได้ว่า FRAMES( Feedback, Responsibility, Advice, Menu of ways, Empathy,  Self-Efficacy) นอกจากนั้นควรกำหนดเป้าหมาย (goal setting) การติดตามการรักษา (follow up) และการให้การรักษาในเวลาที่เหมาะสม (timing) ก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ brief intervention ได้ผลดีด้วย ต่อไปนี้จะกล่าวถึงวิธีการของ brief intervention ในแต่ละองค์ประกอบ

       FEEDBACK OF PERSONAL RISK   เมื่อจะเริ่มต้นการบำบัด แพทย์ควรจะบอกให้ผู้ป่วยทราบถึงความเสี่ยงของปัญหาจากแอลกอฮอล์ที่ผู้ป่วยมี โดยประมวลจากลักษณะการดื่มในปัจจุบัน ผลการตรวจร่างกายและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างเช่น แพทย์อาจจะบอกผู้ป่วยว่าปัญหาการเจ็บป่วยในปัจจุบันของเขา เช่น ความดันเลือดสูงอาจจะเป็นผลจากการดื่มแอลกอฮอล์ของเขาด้วยก็ได้ หรือการดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคบางอย่างที่เขาเป็น

       RESPONSIBILITY OF THE PATIENT วิธีการ brief intervention จะเน้นถึงความรับผิดชอบของผู้ดื่มในการเลือกวิธีการและลดการดื่มลง ทั้งนี้อาศัยหลักว่าการควบคุมตนเองเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม เช่น แพทย์หรือพยาบาลอาจจะบอกผู้ดื่มว่า “คงไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงคุณได้หรือทำให้คุณตัดสินใจเปลี่ยนแปลงได้ การที่คุณจะลดหรือเลิกดื่มขึ้นอยู่กับตัวเอง

       ADVICE TO CHANG แพทย์ควรจะให้คำแนะนำอย่างชัดเจนถึงวิธีลดหรือเลิกดื่ม หรือในขณะที่พูดแสดงความห่วงใยถึงการดื่มของผู้ป่วยแพทย์หรือพยาบาลอาจจะ อธิบายถึงการดื่มแบบพอประมาณหรือความเสี่ยงต่ำไปด้วย

       MENU OF WAYS แพทย์หรือพยาบาลอาจจะนำเสนอวิธีการต่างๆ สำหรับลดหรือเลิกดื่มให้ผู้ป่วยเลือก เช่น การจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่จะดื่ม การเรียนรู้ที่จะรู้จักว่าเมื่อไรจะต้องดื่มและหลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยง ที่ทำให้ต้องดื่มมาก การวางแผนล่วงหน้าที่จะจำกัดการดื่ม การชะลอการดื่มให้ช้าลง เช่น ค่อยๆ จิบ ผสมให้เจือจาง หรือเว้นช่วงนานหลังดื่มแต่ละครั้ง และการเรียนรู้ที่จะจัดการกับปัญหาในชีวิตประจำวันซึ่งอาจจะทำให้ดื่มแพทย์ อาจจะทำคู่มือแนะนำเกี่ยวกับการลดหรือเลิกดื่มสุราด้วยตนเองสำหรับแจกให้กับ ผู้ป่วย ซึ่งในคู่มือก็มักจะมีสมุดบันทึกประจำวันสำหรับบันทึกการดื่มของเขาด้วย
  
       EMPATHETIC COUNSELING STYLE วิธีการให้ brief intervention ควรทำด้วยท่าทีที่อบอุ่น เข้าใจและใช้การสะท้อนกลับความคิดหรืออารมณ์ของผู้ป่วยจะได้ผลดีกว่าการใช้ ท่าทีที่แข็งกร้าว หรือต้อนให้จนมุม

       SELF-EFFICACY OR OPTIMISM OF THE PATIENT แพทย์ควรจะสนับสนุนให้ผู้ป่วยเห็นถึงความสามารถของตนเองในการที่จะทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลง และให้มองตนเองในแง่ดีว่าตนเองมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่ม ของตน

       ESTABLISHING A DRINKING GOAL ผู้ป่วยมักจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มของเขาได้สำเร็จถ้าเขามีส่วนร่วมใน การกำหนดเป้าหมายของการลดหรือเลิกดื่มของเขาเอง ผู้รักษาอาจจะให้ผู้ป่วยเขียนเป้าหมายในการเลิกหรือลดการดื่มของเขาไว้ และใช้เป็นประหนึ่งสัญญาระหว่างผู้รักษาและผู้ป่วย

       FOLLOW-UP ผู้รักษาจะติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยต่อไปโดยอาจจะเป็นการนัดให้ผู้ป่วยมาพบเป็นระยะๆ หรือโทรศัพท์ถามอาการก็ได้

       TIMING การทำ brief intervention จะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีความพร้อมและมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การดื่มของเขา ผู้ป่วยอาจจะไม่พร้อมที่จะลดหรือเลิกดื่มในตอนต้นเมื่อเริ่ม brief intervention แต่อาจจะพร้อมเมื่อเขาได้เจอกับปัญหาจากการดื่มของเขา ดังนั้นก่อนเริ่มรักษาแบบ brief intervention ผู้รักษาจึงควรประเมินดูความพร้อมของผู้ป่วยก่อนและเลือกวิธีการรักษาให้ เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วย

ขั้นตอนของ BRIEF INTERVENTION

       หลักการของ brief intervention ที่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปสามารถทำได้ในระหว่างการตรวจรักษาตามปกติ เพื่อที่จะช่วยค้นหาและให้คำแนะนำผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มสุราตั้งแต่ในระยะ แรก

       1. การถาม (ASK) สำหรับผู้ป่วยทุกคนที่มาพบแพทย์ ควรจะถามว่าเขาดื่มสุรา เบียร์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ ในผู้ป่วยที่ดื่มสุรา ควรจะถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของเขา ได้แก่ ปริมาณและความถี่ในการดื่ม รวมทั้งผลที่เกิดขึ้นจากการดื่มของเขา เช่น การดื่มคนเดียว ดื่มเวลาใด การดื่มเคยมีผลต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชีวิตประจำวันหรือไม่ เช่น ทำให้ไปทำงานสาย ขาดงาน ครอบครัวรู้สึกเป็นห่วง ลืมสิ่งที่ได้ทำหลังจากดื่มสุรา ไม่สามารถควบคุมตัวเองไม่ให้ดื่มได้ หรือมีอาการไม่สบายต่างๆ หลังจากการดื่มสุรา

       2. . ประเมินปัญหาจากการดื่มสุราของผู้ป่วย (ASSESS) โดยให้ผู้ป่วยตอบแบบสอบถาม AUDIT หรือจากการซักถามผู้ป่วยเพิ่มเติม โดยให้แบ่งผู้ที่มีปัญหาจากสุราได้ 3 กลุ่ม

             2.1 ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาจากการดื่มสุรา (hazardous drinking) ได้แก่ ผู้ที่ดื่มในปริมาณที่มากกว่าปกติ หรือดื่มในภาวะที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ในสตรีมีครรภ์ หรือผู้กำลังจะขับขี่ยานพาหนะหรือใช้เครื่องจักร หรือผู้ที่มีประวัติส่วนตัวหรือประวัติครอบครัวของปัญหาจากการดื่มสุรา ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรจะถามลักษณะพฤติกรรมการดื่ม เช่น ดื่มปริมาณนี้มานานเท่าไหร่ ดื่มหนักสัปดาห์ละกี่ครั้ง เคยดื่มมากที่สุดประมาณเท่าไหร่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และถามประวัติส่วนตัว และประวัติครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการดื่ม

             2.2 ผู้ที่ปัญหาจากการดื่มสุราแล้ว (harmful drinking) คือ ผู้ที่เคยมีผลเสียของการดื่มข้อใดข้อหนึ่ง หรือมีลักษณะทางร่างกายหรือพฤติกรรมที่แสดงว่ามีปัญหาจากการดื่มสุราแล้ว เช่น มีรอยแผลจากอุบัติเหตุ หรือการทะเลาะวิวาทจากการดื่มสุรา ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แพทย์ควรจะถามผู้ป่วยเกี่ยวกับปัญหาทางร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา เช่น blackouts (จำสิ่งที่เกิดขึ้นขณะดื่มสุราไม่ได้) ปวดท้องเรื้อรัง ซึมเศร้า ความดันเลือดสูง อุบัติเหตุ การทำงานของตับผิดปกติ สมรรถภาพทางเพศผิดปกติ หรือมีปัญหาในการหลับนอน

             2.3 ผู้ที่น่าจะติดสุราแล้ว เป็นผู้ที่มีลักษณะตามหลักเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะติดสุรา สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ เช่น ไม่สามารถจะหยุดดื่มได้เมื่อได้เริ่มต้นดื่มไปแล้วต้องดื่มเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้รู้สึกดีเท่าเดิม เคยมีความต้องการอย่างรุนแรงที่จะต้องดื่มสุราให้ได้ เคยต้องเปลี่ยนแปลงแผนการทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อจะได้ดื่มสุราเคยต้องดื่มตอนเช้าเพื่อที่จะแก้อาการมือสั่น

       3  .ให้คำแนะนำวิธีการปฏิบัติตนที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย (ADVICE) ด้วยท่าทีที่อบอุ่น เป็นมิตร และเข้าใจผู้ป่วย เริ่มต้นจากการบอกผู้ป่วยว่าแพทย์รู้สึกเป็นห่วงเรื่องการดื่มสุราของเขา พยายามพูดให้จำเพาะเจาะจงถึงลักษณะการดื่มของผู้ป่วยและปัญหาต่อสุขภาพของ เขา อาจจะชี้ให้ผู้ป่วยเห็นว่าการดื่มสุราของเขาอาจจะมีส่วนให้เขามีอาการทาง ร่างกายต่างๆ เช่น ความดันเลือดสูง รวมทั้งถามด้วยว่าผู้ป่วยรู้สึกอย่างไรกับการดื่มของเขา เพื่อประเมินความรู้สึกและการรับรู้ของผู้ป่วยต่อปัญหาของตนเอง รวมทั้งความคิดที่จะลดหรือเลิกดื่ม แพทย์ควรตกลงร่วมกับผู้ป่วยถึงแผนการปฏิบัติตนของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยกำหนดเป้าหมายการปฏิบัติตนของตัวเอง โดยเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ป่วยเอง ไม่ใช่ของแพทย์ผู้รักษา รวมทั้งเสนอแนะมาตรการต่างๆ ให้ผู้ป่วยใช้ในการควบคุมการดื่ม   เรียนรู้ที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันโดยวิธีการอื่นๆ ที่ไม่พึ่งการดื่มสุรา

        สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะติดสุรา และมีประวัติว่าพยายามจะลดการดื่มลงหลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ  หรือผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังวางแผนจะมีบุตร หรือมีข้อห้ามทางสุขภาพหรือใช้ยาอื่นที่ทำให้ดื่มสุราไมได้ แพทย์ควรจะแนะนำให้หยุดหรือเลิกดื่มเลย ส่วนผู้ที่ดื่มในระดับ hazardous หรือ harmful drinking และยังไม่มีภาวะติดสุรา แพทย์อาจจะแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย หรือ responsible drinking อาจจะไม่จำเป็นต้องเลิกดื่มโดยเด็ดขาดก็ได้ สำหรับผู้ติดสุราที่ยังไม่พร้อมจะเลิกดื่ม อาจจะแนะนำให้ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง แนะนำให้ผู้ป่วยคุยกับครอบครัวของเขาเกี่ยวกับคำแนะนำต่างๆ ที่แพทย์ให้ไป และนัดให้เขามาพบอีกพร้อมกับสมาชิกในครอบครัวของเขา

        4.ดูแลติดตามการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยทุกครั้งที่ผู้ป่วยมาพบ แพทย์(MONITOR)    บอกให้ผู้ป่วยทราบถึงแผนการดูแลติดตามรักษา ย้ำว่าแพทย์พร้อมเสมอที่จะให้คำแนะนำและ             ความช่วยเหลือผู้ป่วยเสมอ ชมผู้ป่วยในความพยายามที่ได้ทำไป ชี้ให้ผู้ป่วยเห็นว่าเขามีการเปลี่ยนแปลงทางด้านดีขึ้น เช่น สุขภาพดีขึ้น หน้าตาสดชื่นแจ่มใส การทำงานและหน้าที่ต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมทั้งครอบครัวก็มีความสุขมากขึ้น เป็นต้น และประเมินความตั้งใจของผู้ป่วยที่จะลดหรือเลิกดื่มต่อไป อาจจะต้องนัดผู้ป่วยบางรายที่ต้องการการดูแลรักษาเพิ่มขึ้นหรือใช้เวลานาน ขึ้นเป็นกรณีพิเศษ และอาจจะพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยบางรายไปรับการรักษาเฉพาะทาง หากจำเป็นต้องรับการดูแลรักษาที่มากเกินกว่าที่แพทย์จะทำได้ในคลินิกเวช ปฏิบัติทั่วไป