facebook rss feed thai language english language

"มะเร็งลำไส้ใหญ่" รู้เร็ว รักษาได้ งดเนื้อแดง-ปิ้งย่าง-เหล้า-บุหรี่ ลดเสี่ยง

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้รายงานว่าปี พ.ศ. 2552
มีการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่ในประเทศไทยถึง 10.3%
ซึ่งนับเป็นอันดับที่ 3
ของจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ทั้งหมด


แต่ผู้ที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
ใช่ว่าจะหมายถึงการสูญเสียชีวิตเสมอไป
ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันที่สามารถตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น
อันเป็นระยะที่แพทย์ให้ความเห็นว่ายัง ‘รักษาให้หายขาดได้’



ผศ. นพ. ยุทธนา ศตวรรษธำรง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า
เรายังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
แต่จากการศึกษาพบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีผลโดยตรง คือ กรรมพันธุ์
และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็งเป็นประจำ เช่น เนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง
รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่



90%
ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือผู้มีอายุเกินห้าสิบปีขึ้นไป
สามารถสังเกตสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ได้จากความเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย
เช่นท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย อุจจาระมีก้อนเล็กลงหรือมีมูกเลือดปน
ร่วมกับอาการทางร่างกาย เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือผอมซูบซีด
ดังนั้นหากคนไข้มีอาการเหล่านี้ เ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทันที
เพราะหลายครั้งเราพบว่าผู้ป่วยมักละเลยสัญญาณเตือนดังกล่าว
ทำให้ระยะอาการของโรคลุกลามไปมากจนเสียโอกาสในการรักษาตัว



การตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้ผลดีที่สุด
เมื่ออายุห้าสิบปีขึ้นไป คือการส่องกล้อง
ซึ่งสามารถตรวจดูลักษณะภายในของลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ทั้งหมด
ในตัวกล้องจะมีช่องสำหรับดูดน้ำ
รวมถึงช่องใส่อุปกรณ์ในการรักษาและตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำมาตรวจ



ส่วนวิธีการตรวจก็ไม่ต้องใช้เวลามาก
แพทย์จะให้ผู้เข้ารับการตรวจกินยาระบายก่อนหนึ่งคืนเพื่อให้อุจจาระใสเกลี้ยงขึ้น
แล้วเมื่อมาถึงโรงพยาบาลแพทย์จะให้ยานอนหลับ จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจราว
20-30 นาที ซึ่งไม่มีอันตรายหรือความเจ็บปวดใด ๆ



หลังการส่องกล้องแล้วพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก
แพทย์จะดำเนินการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจวัดระยะอาการ
และแสดงตำแหน่งของเซลล์มะเร็งว่ากระจายไปมากน้อยขนาดไหน
ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ
เพราะจะมีผลต่อการวางแผนกำหนดวิธีการรักษาในลำดับถัดไป



แม้ว่าการตรวจผ่านกล้องจะพบว่ามีลักษณะของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ค่อนข้างแน่นอนแล้ว
แต่แพทย์ก็ยังจำเป็นต้องตัดเอาชิ้นเนื้อไปตรวจเพื่อยืนยันอีกครั้ง
จากนั้นจึงเป็นกระบวนการตรวจดูมะเร็งว่าอยู่ในระยะใดผ่านซีทีแสกน
เพราะการส่องกล้องอย่างเดียวจะไม่สามารถบอกได้ว่าเซลล์มะเร็งลุกลามไปยังตำแหน่งใดบ้าง
หรือก้อนเนื้อที่พบมีรูปร่างลักษณะอย่างไร


 


สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบตั้งแต่ในระยะแรก
ๆ เราสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ซึ่งทำได้ทั้ง การผ่าตัดใหญ่ หมายถึง
การผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อเข้าไปตัดลำไส้ส่วนที่มีเซลล์มะเร็งออกทั้งหมด
หรืออีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ การผ่าตัดผ่านกล้อง
ซึ่งใช้กับผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งขนาดเล็กและยังไม่กระจายไปยังตำแหน่งอื่น
ข้อดีของวิธีนี้คือแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กแค่ประมาณ 1 เซนติเมตร
ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยลงและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน



ในบางกรณีที่คนไข้มาพบแพทย์ช้า
หรือมาในขณะที่อาการของโรคเริ่มปรากฏแล้ว
เช่นเนื้องอกโตมากจนขัดขวางทางเดินของลำไส้
หรือบางรายอาจขยายปิดทางเดินในลำไส้ใหญ่จนเกิดการอุดตัน ขับถ่ายไม่ได้
กรณีอย่างนี้เราผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกทันทีไม่ได้
เนื่องจากแผลผ่าตัดจะติดเชื้อเพราะอุจจาระซึ่งอุดตันอยู่
ดังนั้นจึงต้องมีวิธีการพิเศษซึ่งแบ่งเป็นสองวิธี คือ
หนึ่งผ่าตัดเปิดหน้าท้องแล้วให้คนไข้ระบายอุจจาระออกทางหน้าท้องให้หมดก่อน
โดยใช้เวลาราว 6-8 สัปดาห์จนลำไส้ใหญ่ยุบตัวลง
จากนั้นจึงตัดเนื้องอกออกแล้วต่อลำไส้กลับเหมือนเดิมได้



“วิธีที่สองคือการส่องกล้องไปยังจุดที่อุดตัน
แล้วใช้ สเต็นท์ ถ่างบริเวณที่มีเนื้องอกออก
เสร็จแล้วจึงใช้ยาระบายล้างลำไส้จนสะอาดขึ้นและมีขนาดเล็กลง
หลังจากนั้นสองวันเราก็ผ่าตัดเนื้องอกได้เลย
ข้อดีของวิธีนี้คือคนไข้ไม่ต้องใส่ถุงหน้าท้อง และไม่ต้องให้ยาเคมีบำบัดในระหว่าง
6-8 สัปดาห์ที่ต้องรอให้ลำไส้ยุบ แต่ข้อเสียก็คือความยากในการทำ
เพราะบริเวณลำไส้ส่วนที่อุดตันอยู่จะมีสภาพเปื่อยยุ่ยซึ่งง่ายต่อการฉีกขาดหรือทะลุได้เมื่อใส่เครื่องมือเข้าไป
ดังนั้นจึงต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ที่มีประสบการณ์ในระดับหนึ่ง



“ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระที่
3-4 ซึ่งโรคลุกลามไปมากแล้ว
การรักษาก็จำเป็นต้องใช้การให้ยาเคมีบำบัดและการฉายแสงร่วมกับการผ่าตัดควบคู่กันไป”


 


นอกจากการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ควรเริ่มต้นเมื่ออายุ
50 ปีขึ้นไปแล้ว ผศ.นพ.ยุทธนา ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า
ตามที่บอกไว้ว่ากรรมพันธุ์คือปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ
ดังนั้นผู้ที่มีญาติพี่น้องหนึ่งระดับหรือระดับเดียวกัน เช่น มีพ่อ แม่ พี่ น้อง
ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองปีละหนึ่งครั้งตั้งแต่อายุ
40 ปีขึ้นไป หรือถ้าหากมีญาติที่เป็นตั้งแต่ในอายุน้อย ๆ
ก็ต้องร่นกำหนดการตรวจคัดกรองลงมาอีกสิบปีนับจากอายุที่ญาติใกล้ชิดเริ่มเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
เช่น มีพี่หรือน้องที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 30 ปี
ผู้มีความเสี่ยงก็ควรเข้ารับการตรวจที่อายุ 20 ปี เป็นต้น
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตรวจแล้วไม่พบมะเร็ง แต่มีติ่งเนื้อปรากฏขึ้นในลำไส้ใหญ่
พวกนี้ควรส่องกล้องซ้ำทุก 1-3 ปี
เพราะติ่งเนื้อชนิดหนึ่งจะใช้เวลาประมาณสิบปีในการเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง



“จริง
ๆ แล้วการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การตรวจเลือดหาค่า
CEA การตรวจอุจจาระ การตรวจเอ็กซเรย์สวนแป้ง (DCBE)
โดยแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียมากน้อยแตกต่างกันออกไป
แต่วิธีที่ได้ผลดีที่สุดที่เราอยากแนะนำก็คือการส่องกล้อง
เพราะแพทย์จะมองเห็นภาพได้ชัดเจน ซึ่งง่ายต่อการดำเนินขั้นตอนอื่น ๆ ร่วมด้วย
เช่นหากพบก้อนเนื้อ แพทย์จะสามารถประเมินขนาด ตำแหน่ง ลักษณะของโรค
และตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำมาตรวจด้วยซีทีสแกนอีกครั้งหนึ่ง
จึงถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมต่อการตรวจวินิจฉัยโรค
และการวางแผนกำหนดวิธีการรักษาได้ในที่สุด” ผศ. นพ. ยุทธนา กล่าว